books

โลกลวง*

posted on 11 Dec 2008 00:54 by skiixy  in books

ขอยกบทกลอน "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน"
โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล
เพื่อสะกิดเตือนใจ

---------------------------------------------

ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็มฟากสวรรค์
คนเดินผ่าน ไปมากัน
เขาด้นดั้น หาสิ่งใด

ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อ ได้ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคาเท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉย อย่าบ่นอย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่เต็ม ฟากสวรรค์
เกินพอ ให้เจ้าแบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป

*

คน(ไม่)สำคัญ*

posted on 08 Jun 2008 17:29 by skiixy  in books

โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนชอบอ่านหนังสือ
และชอบหนังสือประเภทที่อ่านแล้วไปคิดต่อได้
คิดต่อ ไม่เหมือนกับคิดตาม
ฉันคิดว่า การได้คิดต่อจากเรื่องที่อ่านนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้ฉันบันเทิง
มากกว่าการจะอ่านหนังสือใดๆ คิดตาม แล้วก็จบแค่ตรงบทนั้น

วันนี้ใช้เวลายามบ่าย นั่งอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ
ซึ่งได้มาจากงาน indies books ที่สวนสันติชัยปราการ ตั้งแต่วันที่ 27 เมษา

คน(ไม่)สำคัญ :: สฤณี อาชวานันทกุล 173 หน้า

เคยเห็นหนังสือของคุณสฤณีผ่านตาตามแผงหนังสือมาหลายครั้ง
เปิดอ่านดูก็หลายที แต่ยังไม่เคยอ่านแบบละเอียดซักครั้ง
สำหรับหนังสือเล่มนี้
เป็นมากกว่าหนังสือชีวประวัติทั่วๆไป
เพราะนอกจากจะแนะนำผู้คิดค้นประดิษฐ์สิ่งต่างๆที่เราเกี่ยวพันในชีวิตประจำวัน แต่เราคาดไม่ถึงแล้ว
ยังเป็นหนังสือที่ให้ข้อคิดการใช้ชีวิต 
ไม่ได้บอกโดยทางตรง แต่เป็นการทิ้งประเด็นให้ผู้อ่านกลับไปคิด
และสำหรับตัวฉัน เป็นเหมือนการจุดประกายให้เกิดการเรียบเรียงความคิด
ให้เห็นความคิดอีกด้านที่เราอาจจะคิดไม่ถึง ทั้งๆที่เป็นความจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เลยไปลองเซิร์ชสำหรับผลงานของคุณสฤณี

สำนักพิมพ์ openbooks
จำนวน 7 เล่ม
1. To think well is good, to think right is better
2. ตกน้ำไม่ไหล
3. ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์
4. ภูฏาน อารยธรรมแห่งสุดท้าย
5. นอมินี
6. คน(ไม่)สำคัญ
7. วิชาสุดท้าย

สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด : ภูฏาน A Sketch book

และค้นพบบล็อกของคุณสฤณี ในนามคนชายขอบ
เข้าไปติดตามอ่านกันได้ http://www.fringer.org/
และคอลัมน์ในเว็บ open online http://www.onopen.com

:]

 

[edit]

ตอนแรกว่าจะไม่สปอยเนื้อความในหนังสือ
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากเล่าถึงส่วนที่ประทับใจ
สำหรับคนที่กำลังพึ่งจะสูญสิ้นความหวังในความรักอย่างฉัน

บทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้
กล่าวถึง เวอร์จิล กวีผู้กล่าววาทะอมตะ
Omnia Vincit Amor ; et nos cedamus amori.
ความรักชนะทุกสิ่ง ; มายอมแพ้ต่อความรักกันเถิด

คำกล่าวข้างต้น
ปุถุชนคนเรามักตีความไปในทางเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ว่าหากเราทั้งสองคนมีความรักแล้ว จะสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้
แต่ในความหมายของกวีท่านนี้แล้ว ท่านต้องการจะบอกว่า
"ไม่ว่าเราจะต้องทุกข์ทรมานเพียงใดยามตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก
ความทุกข์ของเราก็ไม่อาจทำให้ความรักเห็นใจ ปล่อยเราให้หลุดพ้นออกไปได้"

ต่อข้อถามของเทป ที่ว่า แล้วความดีหละ จะเอาชนะความรักได้ไหม?
หากมองจากมุมมองของเวอร์จิลแล้ว ตอบได้อย่างแน่นอนเลยว่า
"ไม่ได้"
เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ในความรู้สึกของสามัญชนอย่างเราๆ ท่านๆ ผู้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา
ต่อให้เขาคนนั้นจะเลวหรือทำร้ายเรามากมายอย่างไรก็ตาม
ก็เรารักเขานี่ อย่างไรก็ให้อภัยเขาได้
ในความหมาย "ความรักชนะทุกสิ่ง" อย่างแท้จริง
เป็นคำตอบที่เราเห็นได้เองแล้ว แต่พวกเราก็กลับมองข้ามความจริงข้อนี้ไป
เพื่อหาความหมายของข้อความที่จะให้กำลังใจตัวเอง
ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความหยิ่งทนงในความเป็นมนุษย์นั่นเอง

แล้วสิ่งใดหละ คือความดี
ฉันคิดว่า ความดีเป็นนามธรรม
คนเราเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ต่างๆ กัน
จึงไม่แปลกเลยว่า ความดีของคนแต่ละคนย่อมมีกรอบกว้างแคบแตกต่างกันไป
ดังนั้น ความดีของคนคนหนึ่ง จึงอาจไม่ได้เป็นความดีของอีกคนก็ได้
การมองโลกให้กว้างขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกับคนอื่น
และไม่ควรใช้ความคิดเห็นของตนเองเป็นที่ตั้ง เพื่อตัดสินผู้อื่น
เพราะทุกสิ่ง ล้วนเป็นนามธรรมทั้งสิ้น
ไม่มีมาตรวัด ดังนั้น จึงไม่มีการตัดสินใดๆ

อีกประโยคหนึ่งที่ติดใจ
"ความรักข้างเดียวที่ไม่ได้รับการตอบสนอง [unrequited love] เป็น "รักแท้" ที่สูงส่งที่สุดในบรรดาความรักทั้งมวล และอาจดำรงอยู่ในใจคนได้ยาวนานหลายสิบปี อาจจะถึงชั่วชีวิตก็ได้"
เป็นประโยคที่สมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องอัตถาธิบายเพิ่มเติมอีก

อยากให้อ่านเล่มนี้กันทุกคนนะคะ

:]

edit @ 8 Jun 2008 23:00:38 by skiixy*